วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2559

อาชญากรรมคอมพิวเตอร์และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ คือ การกระทำที่ผิดกฎหมายโดยใช้วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อโจมตีระบบคอมพิวเตอร์และข้อมูลที่อยู่บนระบบดังกล่าว ส่วนในมุมมองที่กว้างขึ้น “อาชญากรรมที่เกี่ยวเนื่องกับคอมพิวเตอร์” หมายถึงการกระทาที่ผิดกฎหมายใดๆ ซึ่งอาศัยหรือมีความเกี่ยวเนื่องกับระบบคอมพิวเตอร์หรือเครือข่าย อย่างไรก็ตาม อาชญากรรมประเภทนี้ไม่ถือเป็นอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์โดยตรงการประกอบอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศจานวนมหาศาล อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์จึงจัดเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ หรือ อาชญากรรมทางธุรกิจรูปแบบหนึ่งที่มีความสำคัญ 




อาชญากรรมคอมพิวเตอร์และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ คือ
1. การกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับการใช้คอมพิวเตอร์ อันทำให้เหยื่อได้รับความเสียหาย และผู้กระทำได้รับผลประโยชน์ตอบแทน
2. การกระทำผิดกฎหมายใด ๆ ซึ่งใช้เทคโนโลยี คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือและในการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่เพื่อนำผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีต้องใช้ความรู้ทางเทคโนโลยีเช่นเดียวกัน





7.1 อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ แบ่งเป็น 4 ลักษณะ คือ 
1. การเจาะระบบรักษาความปลอดภัย ทางกายภาพ ได้แก่ ตัวอาคาร อุปกรณ์และสื่อต่างๆ 
2. การเจาะเข้าไปในระบบสื่อสาร และการ รักษาความปลอดภัยของซอฟต์แวร์ข้อมูลต่างๆ 
3. เป็นการเจาะเข้าสู่ระบบรักษาความปลอดภัย ของระบบปฏิบัติการ(Operating System) 
4. เป็นการเจาะผ่านระบบรักษาความปลอดภัยส่วนบุคคล โดยใช้อินเตอร์เน็ตเป็นช่องทางในการกระทาความผิด 

7.2 รูปแบบของอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ 
ปัจจุบันทั่วโลก ได้จาแนกประเภทอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ได้ 9 ประเภท (ตามข้อมูลคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจร่างกฎหมายอาชญากรรมทาคอมพิวเตอร์) 
1. การขโมยข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต รวมถึงการขโมยประโยชน์ในการลักลอบใช้บริการ 
2. การปกปิดความผิดของตัวเอง โดยใช้ระบบการสื่อสาร 
3. การละเมิดลิขสิทธิ์ ปลอมแปลงรูปแบบเลียนแบระบบซอฟแวร์โดยมิชอบ 
4. การเผยแพร่ภาพ เสียง ลามก อนาจาร และข้อมูลที่ไม่เหมาะสม 
5. การฟอกเงิน 
6. การก่อกวน ระบบคอมพิวเตอร์ เช่น ทาลายระบบสาธารณูปโภค เช่น ระบบจ่ายน้า จ่ายไฟ จราจร 
7. การหลอกลวงให้ร่วมค้าขาย หรือ ลงทุนปลอม (การทาธุรกิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย) 
8. การลักลอบใช้ข้อมูลเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ในทางมิชอบ เช่น การขโมยรหัสบัตรเครดิต 
9. การใช้คอมพิวเตอร์ในการโอนบัญชีผู้อื่นเป็นของตัวเอง 

7.3 อาชญากรทางคอมพิวเตอร์ 
1. พวกเด็กหัดใหม่ (Novice) 
2. พวกวิกลจริต (Deranged persons) 
3. อาชญากรที่รวมกลุ่มกระทาผิด (Organized crime) 
4. อาชญากรอาชีพ (Career) 
5. พวกหัวพัฒนา มีความก้าวหน้า(Con artists) 
6. พวกคลั่งลัทธิ(Dremer) / พวกช่างคิดช่างฝัน(Ideologues) 
7. ผู้ที่มีความรู้และทักษะด้านคอมพิวเตอร์อย่างดี (Hacker/Cracker ) 

7.4 ตัวอย่างอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ 
1. Morris Case 
การเผยแพร่หนอนคอมพิวเตอร์ (Worm)โดยนายโรเบิร์ต ที มอริส นักศึกษา สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ จากมหาวิทยาลัยคอร์แนล 
หนอน (worm) สามารถระบาดติดเชื้อจากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไปสู่อีกเครื่องหนึ่ง ทาให้คอมพิวเตอร์ไม่สามารถทางานได้ โดยมีการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว 
-ศาลตัดสินจาคุก 3 ปี แต่ให้รอลงอาญา โดยให้บริการสังคมเป็นเวลา 400 ชั่วโมง และปรับเป็นเงิน 10,050 ดอลลาร์สหรัฐ 
2. Digital Equipment case 
เดือนธันวาคม ค.ศ.1980 เครือข่ายของบริษัท Digital Equipment Corporation ประสบปัญหาการทางาน โดยเริ่มจากบริษัท U.S Leasing 
- คนร้ายโทร. ปลอมเป็นพนักงานคอมของ บริษัท Digital Equipment 
- ขอเข้าไปในระบบ(Access)โดยขอหมายเลขบัญชีผู้ใช้ (Account Number) 
และรหัสผ่าน (password) 
- ต่อมามีการตรวจสอบ 
- มีการก่อวินาศกรรมทางคอมพิวเตอร์ 
* คอมพิวเตอร์พิมพ์ข้อความหยาบคาย เครื่องพิมพ์พิมพ์กระดาษเต็มห้อง 
*ลบข้อมูลในไฟล์บริษัททิ้งหมด เช่น ข้อมูลลูกค้า สินค้าคงคลัง 
ใบเรียกเก็บเงิน 
3. “141 Hackers” และ “War Game” 
ภาพยนตร์ที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1983 
- “141 Hackers” การเจาะระบบสาธารณูปโภคของสหรัฐอเมริกา 
- “War Game” การเจาะระบบจนกระทั่งเกือบเกิดสงครามปรมาณู ระหว่าง 
- สหรัฐอเมริกา และโซเวียต 
- ทั้งสองเรื่อง ถูกนาเข้าสู่ที่ประชุมของสภาคองเกรส (Congress) 
4. ไวรัส Logic bomb/Worm ใน Yahoo 
- ทาลายระบบคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้บริการของ Yahoo ในปี 1997 
- ทาลายระบบคอมพิวเตอร์นับล้านเครื่อง 
5. การเจาะระบบข้อมูลของ Kevin Mitnick 
-โดยเจาะระบบของนักฟิสิกส์ Shimomura ของ San Diego Supercomputer center 
- เจาะระบบการบริการออนไลน์ The Well 
- เจาะระบบโทรศัพท์มือถือ 
- ไม่แสวงหาผลประโยชน์ 
- Mitnick เจาะระบบข้อมูลเหมือนคนติดยาเสพติด ไม่สามารถเลิกได้ 
6. การปล้นเงินธนาคารพาณิชย์ 5.5 ล้านบาท 
-คนร้ายเป็นอดีตพนักงานธนาคาร โดยมีคนในร่วมทาผิด เป็นทีม 
วิธีการ 
-โดยการปลอมแปลงเอกสารหลักฐาน เพื่อขอใช้บริการ ฝาก-ถอน 
-โอนเงินผ่านอินเตอร์เน็ต “อินเตอร์เน็ตแบงค์กิ้ง” ซึ่งเป็นบัญชี 
-ของลูกค้าที่มีการฝากเงินไว้เป็นล้าน 
-เมื่อได้รหัสผ่าน(Password)แล้ว ทาการโอนเงินจากบัญชีของเหยื่อ 
-ทางอินเตอร์เน็ต และทางโทรศัพท์ (เทโฟนแบงค์กิ้ง) ไปเข้าอีกบัญชีหนึ่ง 
-ซึ่งได้เปิดไว้โดยใช้หลักฐานปลอม 
* ใช้บริการคอมฯ จากร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่หลายแห่ง 
* ใช้ A.T.M. กดเงินได้สะดวก 
(ปัจจุบัน ร.ร.คอมฯเปิดสอนเกี่ยวกับการแฮคเกอร์ข้อมูล, การใช้อินเตอร์เน็ตคาเฟโดยเสรี ไม่กาหนดอายุ เงื่อนไข การแสดงบัตรประชาชน) 
7. การทุจริตในโรงพยาบาล และบางบริษัท 
โดยการทาใบส่งของปลอมจากคอมพิวเตอร์ เช่นเจ้าหน้าที่ควบคุมคอมพิวเตอร์ ยักยอกเงินโรงพยาบาล 40,000 เหรียญโดยการทาใบส่งของปลอมที่กาหนดจากเครื่องคอมพิวเตอร์โรงพยาบาลเจ้าหน้าที่ ควบคุมสินเชื่อ จัดทาใบส่งของปลอม จากบริษัทที่ตั้งขึ้นปลอมโดยให้เช็คสั่งจ่ายบริษัทปลอมของตัวเองที่ตั้งขึ้น สูงถึง 155,000 เหรียญ 
8. การทุจริตในบริษัทค้าน้ามัน 
พนักงานควบคุมบัญชี สั่งให้คอมพิวเตอร์นาเช็คจ่ายภรรยา แทนการจ่ายให้แก่เจ้าของที่ดิน โดยการแก้ไขรหัสผู้รับเงิน 
9. การทุจริตในธนาคารของเนเธอร์แลนด์ 
ผู้จัดการฝ่ายต่างประเทศ และผู้ช่วยถูกจับในข้อหายักยอกเงินธนาคารถึง65 ล้านเหรียญ ภายใน 2 ปี โดยการแก้ไขรหัสโอนเงินที่สามารถโอนเงินผ่านคอมพิวเตอร์ 
10. การทุจริตในบริษัทประกัน 
เจ้าหน้าที่วิเคราะห์สินไหมทดแทนของบริษัท ทาการทุจริตเงินของ บริษัทจานวน 206,000 เหรียญ ในรอบ 2 ปี ใช้ความรู้เรื่องสินไหมทดแทน โดยใช้ชื่อผู้เสียหายปลอมแต่ใช้ที่อยู่ของ ตัวเองและแฟน 
11. ระบบคอมพิวเตอร์ในมหาวิทยาลัยมิชิแกน 
ระบบข้อมูลซึ่งประมวลโดยคอมพิวเตอร์ ที่มีผู้สามารถจัดการข้อมูลได้ มากกว่า 1 คน ทาให้ระบบข้อมูลนักศึกษา 43,000 คนได้รับความเสียหาย คะแนนเฉลี่ยถูกเปลี่ยน ข้อมูลบางอย่างถูกลบ 
12. การทุจริตในบริษัทแฟรนไชส์ 
เจ้าหน้าที่คอมพิวเตอร์ของบริษัทผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ ทาการทุจริต ลบข้อมูลสินค้าคงคลัง และค่าแรงของแฟรนไชส์ 400 แห่ง 
13. การทุจริตในกรมสวัสดิการสังคมของแคลิฟอร์เนีย 
หัวหน้าและเสมียน ยักยอกเงินไปกว่า 300,000 เหรียญ ภายในหนึ่งปี โดยการร่วมกันจัดทาใบเบิกปลอม และไม่ผ่านกระบวนการอนุมัติที่ถุกต้อง 
14. การทุจริตสนามม้าแข่งในออสเตรเลีย 
เสมียนที่ควบคุมในระบบม้าแข่งแห่งหนึ่งของรัฐบาลได้ทุจริต การแก้ไขเวลาในเครื่องให้ช้าลง 3 นาที 
ทราบผลการแข่งขันจะโทรแจ้งแฟน ความเสียหายที่เกิดขึ้น ไม่มีใครพิสูจน์ทราบ ไม่รู้ว่าทามานานเท่าใด 
จับได้เพราะแฟนสาวโกรธที่ได้เงินมาแล้วแบ่งให้หญิงอื่น 
15. การทุจริตโกงเงินในบริษัท เช่น 
โปรแกรมเมอร์นาเอาโปรแกรมบัญชีฝากเผื่อเรียก มายักยอกเบิกเกินบัญชีในบัญชีตนเอง เป็นเวลา 6 เดือน รวม 1,357 เหรียญพนักงานที่ถูกนายจ้างไล่ออก ได้ทาลายข้อมูลที่จัดเก็บไว้ในระบบon-line เจ้าหน้าที่ควบคุมการปฏิบัติงานแผนกคอมพิวเตอร์ ขโมยที่อยู่ของลูกค้าจานวน 3 ล้านราย เพื่อเรียกค่าไถ่จากบริษัท รองประธานระบบคอมพิวเตอร์ หัวหน้าปฏิบัติการของธนาคารร่วมกับ บุคคลภายนอกอีก 3 คน โอนเงินจากบัญชีของลูกค้าที่ไม่ค่อยเคลื่อนไหว ไปเข้าบัญชีที่จัดทาขึ้นมา ผู้ปฏิบัติการคอมพิวเตอร์กดปุ่ม “Repeat” เพื่อจัดทาเช็คให้ตนเองถึง 200 ใบ แต่ถูกจับขณะนาเช็คใบที่ 37 ไปแลกเงินสดจากธนาคารการบันทึกรายการปลอม พนักงานคอมพิวเตอร์ต่อรองให้ทางบริษัทขึ้นเงินเดือนให้ทั้งแผนก ไม่เช่นนั้น ใบส่งของจานวน 28,000 ใบ ที่กาลังจะส่ง จะถูกลดราคาลงไป 5%ผู้วิเคราะห์ของระบบห้างสรรพสินค้าใหญ่ สั่งซื้อสินค้าจากห้างราคาแพงแต่ให้คอมฯพิมพ์ราคาต่า 
หลักกฎหมายที่ใช้ในอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ 
กฎหมายอาญา คือ กฎหมายที่กาหนดฐานความผิดและบทลงโทษโดยบุคคลจะรับโทษทางอาญาได้ก็ต่อเมื่อมีกฎหมายในขณะกระทาความผิด กาหนดว่าการกระทานั้นเป็นความผิด และมีบทลงโทษไว้ 
ลักษณะกฎหมายอาญา คือ มีลักษณะเป็นกฎระเบียบมุ่งเน้นให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข มุ่งเน้นเพื่อความสงบสุขทางสังคม เพื่อความเรียบร้อยในบ้านเมืองการปรับใช้กฎหมายอาญากับกฎหมายลักษณะอาญาฉบับอื่นมาตรา 17 กาหนดว่า บทบัญญัติในภาค 1 แห่งประมวลกฎหมายนี้ ให้ใช้ในกรณีแห่งความผิด


7.5 ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันอาชญากรรคอมพิวเตอร์1) ปัญหาเรื่องความยากที่จะตรวจสอบว่าจะเกิดเมื่อไร ที่ไหน อย่างไร ทำให้ยากที่จะป้องกัน ส่วนในบริษัท ที่มีระบบ การ 
ป้องกันข้อมูลของตัวเองนั้นก็เสียค่าใช้จ่ายสูงมาก ต้องยอมรับว่าค่อนข้างอันตราย และเป็นการประกอบ อาชญากรรมที่ใกล้ชิด คือสามารถเข้าไปในบ้าน ไปโน้มน้าวจิตใจวัยรุ่น ชักชวนให้ออกมากระทำความผิดได้ง่าย ซึ่งค่อนข้าง จะเห็นพิษภัยในส่วนนี้
2) ปัญหาในเรื่องการพิสูจน์การกระทำความผิด และการตามรอยของความผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งความผิดที่เกิดขึ้นโดยผ่านอินเตอร์เน็ต คงมีคำถามว่าการที่สามี hack เข้าไปในคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาลเพื่อแก้ไขโปรแกรมการรักษาพยาบาลภรรยา หรือหลาน hack เข้าไปในคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาลเพื่อจะแก้ไขโปรแกรมการรักษาพยาบาลของลุงนั้น ตำรวจสืบทราบได้อย่างไร หากเหตุการณ์นั้น เกิดขึ้นในไทย จะมีกรรมวิธีในส่วนนี้อย่างไรโดยเฉพาะในเรื่องผู้ใช้ทางอินเตอร์เน็ต จะพิสูจน์ได้อย่างไรเพราะผู้ใช้ในกรณีธรรมดายังยากจะลงโทษหากดูตามคำพิพากษาฎีกาซึ่งลงโทษผู้ใช้น้อยมาก
3) ปัญหาการรับฟังพยานหลักฐาน ซึ่งจะมีลักษณะที่แตกต่างไปจากหลักฐานในอาชญากรรมธรรมดาอย่างสิ้นเชิง
4) ความยากลำบากในการบังคับใช้กฎหมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งอาชญากรรมเหล่านี้มักเป็นอาชญากรรมข้ามชาติ
5) ปัญหาความไม่รู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ของเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรมเจ้าพนักงานดังกล่าวมีงานล้นมือโอกาสที่จะศึกษา เทคนิคใหม่ๆ หรือกฎหมายใหม่ๆ ทำได้น้อย ประเทศไทยมีผู้พิพากษาประมาณ 2,000 คน อัยการประมาณ 1,600 - 1,700 คน ต่อจำนวนประชากร 60 ล้าน ตำรวจจะมีค่อนข้างมากแต่ตำรวจ มักเข้าเกี่ยวข้องกับ street crimes มากกว่าอาชญา กรรมคอมพิวเตอร์ 
แม้แต่เพียงอาชญากรรมทางเศรษฐกิจธรรมดา เช่นความผิดเกี่ยวกับการเงินการธนาคาร หากมี
การกระทำในหัวเมือง เขตอำเภอ กิ่งอำเภอ และมีการไปแจ้งความกับนายดาบอายุมาก ผลของคดีคงจะเปลี่ยนไปทันที
6) ปัญหาการขาดกฎหมายที่เหมาะสมในการบังคับใช้กฎหมายแต่ละฉบับบัญญัติมานาน 40-50 ปี แม้แต่กรณีการจูนโทรศัพท์มือถือยังต้องใช้กฎหมาย เก่าคือพระราชบัญญัติวิทยุโทรคมนาคม พ.ศ. 2498 มาใช้ซึ่งคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5354/2539 พิพากษาว่าไม่ผิดฐานลักทรัพย์เมื่อเทียบกับฎีกาเรื่องกระแสไฟฟ้า แต่ผิดพระราชบัญญัติดังกล่าวทำให้เห็นชัดว่ายังขาดความทันสมัยของการมีกฎหมายที่เหมาะสม ซึ่งขณะนี้ NECTEC ก็พยายามแก้ไขให้แล้วโดยจัดให้มีการร่างกฎหมายในส่วนนี้ออกมาถึง 6 ชุดด้วยกัน
7) ปัญหาความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ซึ่งเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมากจนทางราชการตามไม่ทัน เช่นราชการพยายามตามรอยการโอนเงินโดยกฎหมายฟอกเงิน แต่ขณะนี้การโอนเงินนั้นใช้วิธีโอนผ่านอินเตอร์เน็ตแล้วเพราะฉะนั้นยิ่งทำให้สิ่งซึ่งยังไม่มีกฎหมายออกมากลับพบปัญหามากยิ่งขึ้น

7.6 แนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมคอมพิวเตอร์
1) ควรมีการวางแนวทางและกฎเกณฑ์ในการรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินคดีอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ เพื่อให้พนักงานสอบสวน และพนักงานอัยการทราบว่าพยานหลักฐานเช่นไรควรนำเข้าสู่การพิจารณาของศาลเพื่อให้ลงโทษผู้กระทำความผิดได้
2) ให้มีคณะทำงานในคดีอาชญากรรมคอมพิวเตอร์พนักงานสอบสวนและอัยการอาจมีความรู้
ความชำนาญ ด้านอาชญากรรมคอมพิวเตอร์น้อยจึงควรให้บุคคลที่มีความรู้ความชำนาญในด้านดังกล่าวเข้าร่วมเป็นคณะทำงานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการดำเนินคดี
3) จัดตั้งหน่วยงานเกี่ยวกับอาชญากรรมคอมพิวเตอร์เพื่อให้มีเจ้าหน้าที่ที่มี 
ความรู้ความชำนาญเฉพาะในการป้องปรามและดำเนินคดีอาชญากรรม
ดังกล่าว
4) บัญญัติกฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ หรือแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายที่มีอยู่ให้ครอบคลุมอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ กฎหมายเฉพาะดังกล่าวต้องครอบคลุมการกระทำอันเป็นความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ทุกประเภท และไม่กำหนดความผิดแก่ การกระทำที่ผิดมารยาท 
ในการใช้คอมพิวเตอร์แต่ถึงขนาดไม่เป็นความผิดอาญา
5)ส่งเสริมความร่วมมือกับต่างประเทศทั้งโดยสนธิสัญญาเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างประเทศทางอาญา หรือโดยวิธีการอื่น ในการสืบสวนสอบสวน ดำเนินคดีและการป้องปรามอาชญากรรมคอมพิวเตอร์
6) เผยแพร่ความรู้เรื่องอาชญากรรมคอมพิวเตอร์แก่ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ หน่วยงานองค์กรต่างๆ ให้เข้าใจแนวคิด วิธีการของอาชญากรทางคอมพิวเตอร์ เพื่อป้องกันตนจากอาชญากรรม
7) ส่งเสริมจริยธรรมในการใช้คอมพิวเตอร์ ทั้งโดยการสร้างความรู้ความเข้าใจแก่บุคคลทั่วไปในการใช้คอมพิวเตอร์อย่างถูกต้องและโดยการปลูกฝังเด็ก ตั้งแต่ในวัยเรียนให้เข้าใจกฎเกณฑ์ มารยาทในเรื่องการใช้คอมพิวเตอร์และเครือข่าย

7.7 มารยาทในการใช้อินเทอร์เน็ต เรียกว่าบัญญัติ 10 ประการของการใช้อินเทอร์เน็ตก็ได้ 
1. ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์ทำร้าย หรือละเมิดผู้อื่น

2. ต้องไม่รบกวนการทำงานของผู้อื่น

3. ต้องไม่สอดแนม แก้ไข หรือเปิดดูแฟ้มข้อมูลของผู้อื่น

4. ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการโจรกรรมข้อมูลข่าวสาร

5. ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์สร้างหลักฐานที่เป็นเท็จ

6. ต้องไม่คัดลอกโปรแกรมของผู้อื่นที่มีลิขสิทธิ์

7. ต้องไม่ละเมิดการใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์โดยที่ตนเองไม่มีสิทธิ์

8. ต้องไม่นำเอาผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตน

9. ต้องคำนึงถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับสังคมที่เกิดจากการกระทำของท่าน

10.ต้องใช้คอมพิวเตอร์โดยเคารพกฎระเบียบกติกาและมีมารยาท




พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมาย ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำ และยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ดังต่อไปนี้

มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐”

มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้ “ระบบคอมพิวเตอร์” หมายความว่าอุปกรณ์หรือชุดอุปกรณ์ของคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมการ ทำงานเข้าด้วยกัน โดยได้มีการกำหนดคำสั่ง ชุดคำสั่ง หรือสิ่งอื่นใดและแนวทางปฏิบัติงานให้อุปกรณ์หรือชุดอุปกรณ์ทำหน้าที่ ประมวลผลข้อมูลโดยอัตโนมัติ

“ข้อมูลคอมพิวเตอร์” หมายความว่า ข้อมูล ข้อความ คำสั่ง ชุดคำสั่งหรือสิ่งอื่นใดบรรดาที่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์
ในสภาพที่ระบบคอมพิวเตอร์อาจประมวลผลได้ และให้หมายความรวมถึงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกรรม
ทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วย

“ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์” หมายความว่า ข้อมูลเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารของระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งแสดงถึง
แหล่งกำเนิดต้นทาง ปลายทาง เส้นทาง เวลา วันที่ ปริมาณ ระยะเวลาชนิดของบริการ หรืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อสื่อสาร
ของระบบคอมพิวเตอร์นั้น

“ผู้ให้บริการ” หมายความว่า
(๑) ผู้ให้บริการแก่บุคคลอื่นในการเข้าสู่อินเทอร์เน็ต หรือให้สามารถติดต่อถึงกันโดยประการอื่น
โดยผ่านทางระบบคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการในนามของตนเอง หรือในนามหรือเพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่น
(๒) ผู้ให้บริการเก็บรักษาข้อมูลคอมพิวเตอร์เพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่น
“ผู้ใช้บริการ” หมายความว่า ผู้ใช้บริการของผู้ให้บริการไม่ว่าต้องเสียค่าใช้บริการหรือไม่ก็ตาม
“พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
“รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้


ประเภทของอาชญากรรมคอมพิวเตอร์


http://close19.blogspot.com/2016/05/7.html

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น